วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

นายกอังกฤษออก เซ่นประชามติ ให้พ้นจากอียู



นายกอังกฤษออก เซ่นประชามติ ให้พ้นจากอียู
Picture

ประชามติสหราชอาณา จักร ฝ่ายเบร็กซิตโหวตชนะด้วยเสียง ส่วนใหญ่ร้อยละ 52 ต่อ 48 ให้ถอนตัวออกจากสมาชิกอียูเป็นประเทศแรก ขณะที่นายกฯ เดวิด คาเมรอน สังเวยผลทันที ขึ้นโพเดียมแถลงที่บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิ่ง ลาออกจากตำแหน่งอีก 3 เดือนข้างหน้า ด้านสหภาพยุโรปออกแถลงเสียใจ สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจหุ้นร่วงทั่วโลก ส่วนค่าเงินปอนด์ก็ตกฮวบ “สมคิด-ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ” ประสานเสียง อ้างส่งผลกระทบไทยบ้าง แต่ช่วงแค่ระยะสั้นๆ เท่านั้น

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการนับคะแนนประชามติครั้งประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร ด้วยคำถามจะคงสมาชิกภาพ หรือออกจากสหภาพยุโรป (อียู) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ว่า จากการนับคะแนนเขตประชามติ 382 แห่งทั่วสหราชอาณาจักร ปรากฏว่าฝ่าย “เบร็กซิต” หรือฝ่ายที่ให้ออกจากอียู เอาชนะด้วยเสียงส่วนใหญ่ ร้อยละ 52 ต่อ 48 ยุติฐานะที่อังกฤษอยู่ในอียูมานานถึง 43 ปี ทั้งยังเป็นประเทศสมาชิกประเทศแรกที่ออกจากอียู ก่อให้เกิดปฏิกิริยาวิตกกังวลที่แสดงออกในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราและตลาดหุ้นพากันร่วงระนาว ส่วนสหภาพยุโรปที่เหลืออยู่ 27 ประเทศ บรรดาผู้นำนัดประชุมปรับตัวครั้งใหญ่หลังจากอังกฤษพ้นออกไป

ด้านนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ผู้นำการรณรงค์ให้อังกฤษอยู่ต่อ แถลงที่หน้าทำเนียบเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ว่าประชาชนส่วนใหญ่ลงประชามติแล้วว่าต้องการออกจากอียู เป็นเสียงที่ต้องเคารพ ตนจะลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่เหมาะที่จะนำการบริการในหนทางข้างหน้านี้อีกแล้ว ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของชาติในการสร้างภาวะที่มั่นคง จำเป็นต้องอาศัยผู้นำคนใหม่ ทั้งนี้คาดว่าจะเลือกนายกฯ คนใหม่ในช่วงการประชุมพรรคอนุรักษนิยมในเดือนต.ค.ขณะที่สื่อมวลชนคาดการณ์ว่า นายบอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน และนายไมเคิล โกฟ แกนนำรณรงค์ให้ออกจากอียู เป็นตัวเก็งที่จะก้าวเข้ามานั่งเก้าอี้นายกฯ แทน

สำหรับรายละเอียดของผลการลงคะแนน น.ส.เจนนี วัตสัน ประธานคณะกรรมการเลือกตั้งฝ่ายนับคะแนน แถลงผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ ที่อาคารแมสเชสเตอร์ ทาวน์ ฮอลล์ ว่า สหราชอาณาจักรประกอบด้วยอังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ และดินแดนอื่นๆ ในเครือโหวตออกจากอียูที่ 17,410,742 ต่อ 16,141,241 เสียง หรือคิดเป็นร้อยละ 51.89 ต่อ 48.11

ผลที่ออกมาแห่งแรก คือเมืองซันเดอร์แลนด์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ลงความเห็นสนับสนุนให้ออกจากอียูที่ร้อยละ 61.3 เช่นเดียวกับหลายเมืองใหญ่ทางตอนเหนือ รวมถึงเชฟฟิลด์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่า ตอนเหนือของอังกฤษจะลงมติอยู่ต่อใน อียู อย่างไรก็ตาม เมืองแมนเชสเตอร์ลงคะแนนอยู่ต่อมากถึงร้อยละ 60.4 แต่มีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิทำประชามติเพียงร้อยละ 60 เท่านั้น ขณะที่กรุงลอนดอนส่วนใหญ่เห็นชอบให้อยู่กับอียูต่อไป

ด้านสกอตแลนด์ ประชาชนลงความเห็นสนับสนุนการเป็นสมาชิกอียูที่ 1,661,191 เสียง ต่อ 1,018,322 เสียง คิดเป็นร้อยละ 62 ต่อ 38 นางนิโคลา สเตอร์เจียน นายกรัฐมนตรีสกอตแลนด์ ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ สกายนิวส์ว่า “สกอตแลนด์มองเห็นอนาคตที่เป็นส่วนหนึ่งของอียู” ผลประชามติโดยรวมที่ขัดแย้งกับความต้องการของสกอตแลนด์ อาจส่งผลให้เกิดการทำประชามติแยกประเทศเป็นอิสรภาพอีกครั้ง และมีแนวโน้มว่าสกอตแลนด์อาจไม่ใช่ประเทศในสหราชอาณาจักรอีกต่อไป เนื่องจากผลประชามติครั้งแรกเมื่อปี 2557 มีคะแนนสูสีที่ร้อยละ 55.3 ต่อ 44.7

ส่วนเวลส์ กลุ่มผู้สนับสนุนให้ออกจากอียูคว้าชัยชนะไปด้วยคะแนน 854,572 เสียง ต่อ 772,347 เสียง คิดเป็นร้อยละ 52.5 ต่อ 47.5 แม้ประชาชนในคาร์ดิฟฟ์ เมืองเอกของแคว้น มากถึงร้อยละ 60 จะลงมติเห็นชอบให้สหราชอาณาจักรอยู่กับอียูต่อไปก็ตาม ขณะที่ไอร์แลนด์เหนือลงคะแนนให้อยู่ต่อกับอียูที่ 440,437 เสียง ต่อ 349,442 เสียง คิดเป็นร้อยละ 55.8 ต่อ 44.2 และยิบรอลตา ดินแดนนอกเกาะอังกฤษที่ประกาศผลเป็นแห่งแรก ปรากฏว่าร้อยละ 95.9 เลือกอยู่ต่อในอียู

สำหรับยิบรอลตา ประชาชนร้อยละ 96 โหวตให้อยู่กับอียูต่อ สะท้อนถึงความวิตกเรื่องปัญหาการทวงคืนดินแดนยิบรอลตาของสเปนจากอังกฤษ ซึ่งภายหลังผลประชามติออกรัฐบาลสเปนแสดงท่าทีจะทวงคืนทันที โดยนายโฆเซ การ์เซีย-มาร์กาโญ รักษาการ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ธงชาติสเปนใกล้ไปปักบนเกาะแล้ว

วันเดียวกัน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในยุโรปปั่นป่วนทันที บีบีซีรายงานว่าค่าเงินปอนด์ปรับตัวลดลงไม่นานหลังผลประชามติมีแนวโน้มว่าจะเกิดภาวะเบร็กซิต โดยลดลงมากกว่าร้อยละ 10 ที่ 1 ปอนด์ ต่อ 1.3305 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำสุดในรอบ 31 ปี นับตั้งแต่ปี 2528 ทั้งที่ก่อนการทำประชามติ ค่าเงินปอนด์ปรับตัวสูงขึ้นที่ 1 ปอนด์ ต่อ 1.50 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากคาดหมายว่าเสียงส่วนใหญ่จะลงมติเลือกอยู่ต่อในอียู ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ในหลายประเทศปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยญี่ปุ่นลดลงที่ร้อยละ 8.1 ส่วนฮ่องกงลดลงที่ร้อยละ 5

ส่วนปฏิกิริยาทางการเมืองในชาติสมาชิกอียู กลุ่มฝ่ายขวาได้กำลังใจจากผลการลงประชามติครั้งนี้กันถ้วนหน้า ไม่ว่าในเนเธอร์ แลนด์ที่มีเสียงเรียกร้องให้จัดประชามติขอแยกจากอียูบ้าง เช่นเดียวกับพรรคเอียงขวาในฝรั่งเศส นางมารีน เลอ เพน หัวหน้าพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (แอฟแอ็น) กล่าวชื่นชมผลลงมติของอังกฤษว่าเป็นชัยชนะแห่งอิสรภาพ และว่าฝรั่งเศสเองก็ควรจัดประชามติแบบนี้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ว่า กระแสฝ่ายขวามาแรงมากในยุโรปจากปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศใหญ่ต้องแบกรับงบประมาณช่วยเหลือประเทศเล็ก อีกทั้งมีผู้อพยพจากแดนสงครามและความยากจนทะลักหลั่งไหลเข้ามาในยุโรป

ด้านนายมาร์ติน ชูลซ์ ประธานรัฐสภายุโรป แสดงความเป็นห่วงการเคลื่อนไหวในยุโรป และหวังว่าผลเบร็กซิตของอังกฤษจะไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายในภูมิภาค โดยนัดหารือกับนางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ผู้นำฝรั่งเศส และนายมัตเตโอ ราซซี นายกฯ อิตาลี ในวันจันทร์ที่ 27 มิ.ย. เพื่อหารือถึงการหลีกเลี่ยงการเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่

ส่วนนายโดนัลด์ ทัสก์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า ในนามของสมาชิก อียูทั้ง 27 ประเทศ ตนขอให้ทุกฝ่ายสามัคคี และเรียกประชุมสภายุโรปอย่างไม่เป็นทางการในสัปดาห์หน้า

วันเดียวกัน ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐอเมริกา แถลงกรณีผลประชามติของสหราชอาณาจักร ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ลงมติเห็นชอบให้ออกจากอียูว่า ตนเคารพในความคิดเห็นของประชาชนในสหราชอาณาจักร พร้อมย้ำว่าสหรัฐมีความสัมพันธ์อันดีที่ยั่งยืนกับสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ อังกฤษยังเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) รวมถึงเป็นประเทศสำคัญในนโยบายการต่างประเทศ และเศรษฐกิจของสหรัฐด้วย เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและอียู ซึ่งร่วมกันผลักดันนโยบายความมั่นคงที่ยั่งยืน และการกระตุ้นทางเศรษฐกิจ ดังนั้น สหราชอาณาจักรและอียูจะยังเป็นพันธมิตรที่ดีของสหรัฐต่อไป

วันเดียวกัน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ประเทศอังกฤษลงประชามติออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปว่า เป็นสิ่งที่หลายคนคาดคะเนว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนได้เรียกประชุมหน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กระทรวงการคลัง และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) มาหารือเรื่องผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าผลกระทบและความผันผวนจะเกิดขึ้นในระยะสั้นและหน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมความพร้อมเอาไว้แล้ว

“ธปท.ได้เตรียมความพร้อมเอาไว้แล้ว โดยประสานงานกับธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งได้เตรียมการไว้แล้วสำหรับเหตุการณ์นี้ อะไรที่จะเป็นความเสี่ยงก็ต้องปิดสถานะความเสี่ยงไว้ก่อน ส่วนทางด้านตลาดทุนความผันผวนเป็นเรื่องปกติซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับตัวสักระยะ ส่วนในเรื่องการค้าการขายจะปรับตัวไปตามสภาวะตลาด ซึ่งขณะนี้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงมาก แต่ประเทศไทยเองก็มีการค้าขายกับอังกฤษและอียูมีไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นคือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมันแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ซึ่งเงินบาทก็จะกระทบด้วย” นายสมคิดกล่าว

รองนายกฯกล่าวว่า สิ่งที่ต้องประเมินกันต่อไปคือเรื่องของกรอบการค้าและการเจรจาต่างๆ ในระดับเศรษฐกิจมหภาคก็จะต้องมาดูว่าจะมีการปรับเปลี่ยนกันอย่างไร ซึ่งการค้าโลกจะมีการปรับตัวพอสมควร ส่วนจะไปทิศทางไหนจะต้องมีการประเมิน และยังมีช่วงเวลาในการปรับตัวอีกพอสมควร ส่วนผลกระทบจากเงินทุนเคลื่อนย้ายมองว่าประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องของการลงทุน เพราะเมื่อค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมากจะทำให้การลงทุนของญี่ปุ่นไปยังต่างประเทศและมายังประเทศไทยมากขึ้น ส่วนสินทรัพย์อย่างทองก็จะมีราคาขึ้นไปเป็นเรื่องปกติเมื่อมีความผันผวนไม่แน่นอน

“อย่ากังวล ทุกคนรู้ว่าจะมีวันนี้ เมื่อเกิดขึ้นความผันผวนจะเกิดจากความช็อกในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น อย่าไปตื่นตระหนกอะไรมาก ความผันผวนที่เกิดขึ้นกับเราในขณะนี้ ถือว่าน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งแบงก์ชาติจะมีข้อแนะนำอะไรบางอย่างออกมาเพื่อไม่ให้เกิดความกังวล เพราะมีการรับมือไว้แล้ว ส่วนเรื่องตลาดทุนมองว่าเป็นเรื่องปกติ อย่าไปตื่นตกใจมาก คงใช้เวลาปรับตัวสักพักนึง” นายสมคิดกล่าว

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าส่งผลกระทบระยะสั้นต่อตลาดเงินทุนของโลกตามที่กระทรวงการคลังคาดไว้ รวมถึงประเทศไทย ในส่วนของค่าเงินบาทแต่ไม่ได้ผันผวนมาก รวมถึงตลาดหุ้นที่ดัชนีปรับลดลงมากก็เป็นไปตามหุ้นของโลก ไม่ถือว่าเกินความคาดหมาย รัฐบาลเตรียมรับมือเรื่องผลกระทบระยะสั้นมานานแล้ว ในส่วนของตลาดเงินก็ได้ให้เครื่องมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เต็มที่ เชื่อว่ารับมือได้ไม่มีปัญหา

นายสมชัยกล่าวอีกว่า การลงประชามติของสหราชอาณาจักรไม่ได้มีผลออกจากกลุ่มอียูทันที ยังไม่ถือเป็นกฎหมาย เพราะต้องผ่านการเห็นชอบสภาผู้แทนราษฎร ต้องแก้ไขกฎหมาย และเจรจากับประเทศคู่ค้าของอังกฤษทั้ง 27 ประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลาในการดำเนินการอีก 2 ปี อย่างไรก็ตาม ตลาดส่งออกยุโรปมีสัดส่วนไม่มาก เมื่อเทียบกับตลาดในอาเซียน ญี่ปุ่น และจีน

ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่าธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินจึงมีเวลาเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้า โดยสถาบันการเงินในประเทศไทยได้ปิดความเสี่ยงฐานะเงินตราต่างประเทศไว้ล่วงหน้าแล้ว ต่างจากในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่ปิดสถาบันการเงินขนาดใหญ่ (Lehman Brothers) คราวนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ตลาดไม่ได้คาดมาก่อน จึงมีปฏิกิริยาของตลาดที่รุนแรงกว่าครั้งนี้มาก

“ส่วนผลกระทบผ่านช่องทางการค้า คาดว่าจะมีค่อนข้างจำกัด โดยหากพิจารณาระดับการค้าของไทยกับสหราชอาณาจักรโดยตรง มีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็น 1.8% ในปี 2558 ส่วนผลกระทบทางอ้อมคาดว่าจะไม่มากนัก หากปัญหาไม่ลุกลามจนก่อให้เกิดการแยกตัวของประเทศอื่นๆ ในกลุ่มสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสหราชอาณาจักรและกลุ่มสหภาพยุโรปภายหลังจากแยกตัวด้วย” นายวิรไทกล่าว

ผู้ว่าฯธปท.กล่าวว่า อย่างไรก็ดีประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนในตลาดการเงินโลก ทั้งในตลาดเงินตราต่างประเทศและตลาดทุน จากความกังวลของนักลงทุนที่มีเพิ่มขึ้นและการปรับฐานะการลงทุนระหว่างประเทศให้ตอบสนองกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งความผันผวนของราคาสินทรัพย์และเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในระยะสั้นและเป็นที่คาดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว ล่าสุดพบว่าค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงและค่าเงินยูโรปรับอ่อนค่าลง 8.0% และ 3.2% ตามลำดับ จากวันก่อนประกาศผลการลงประชามติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,413.19 จุด ลดลง 23.21 จุด หรือลบ 1.62% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 88,223.21 ล้านบาท ซึ่งการซื้อขายดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยแตะจุดสูงสุดของวันที่ระดับ 1,416.15 จุด และลงไปทำจุดต่ำสุดของวันที่ระดับ 1,393.83 จุด โดยร่วงลงตามตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนตื่นตระหนกต่อผลการลงประชามติของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป(อียู) เริ่มจากดัชนีนิกเคอิ ประเทศญี่ปุ่นปิดร่วงลง 1,286.33 จุด หรือ 7.92% แตะที่ 14,952.02 จุด ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วง 61.47 จุด หรือ 3.09% ปิดที่ 1,925.24 จุด ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ร่วงลง 37.67 จุด หรือ 1.30% ปิดที่ 2,854.29 จุด ดัชนีฮั่งเส็ง ฮ่องกง ร่วงลง 609.21 จุด หรือ 2.92% ปิดที่ 20,259.13 จุด ส่วนตลาดหุ้นอินเดียปิดดิ่งลง 604.51 จุด หรือ 2.24% สู่ระดับ 26,397.71 จุด หลังจากระหว่างวันทรุดลงกว่า 1,000 จุด

สำหรับราคาทองคำ ตามประกาศของสมาคมค้าทองคำในประเทศไทยวันเดียวกัน ทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อบาทละ 21,850.00 บาท ขายบาทละ 21,950.00 บาท ทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้อบาทละ 21,451.40 บาท ขายออก บาทละ 22,450.00 บาท

ที่มา ข่าวสดออนไลน์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น